วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
กระป๋องโค้ก
Enjoy
Coca-Cola
เครื่องดื่มที่จะพูดถึงในวันนี้คือ Coca-Cola หรือที่เราเรียกติดปากกันนั้นก้คือ โค้ก นั้นเอง แต่ที่จะพูดถึงเรื่องในวันนี้เครื่องบรรจุภัณฑ์กระป๋องโค้ก คุณรู้ไหมกระป๋องโค้กที่ขายในบ้านเรามีลักษณะอยู่ 2 แบบ ซึ่งที่เราได้ซื้อกันอยู่ปัจจุบันเป็นของ บ.ไทยน้ำทิพย์ แล้วคุณเคยเห็นและสังเกตุกระป๋องโค้กที่มีขายในเฉพาะจังหวัดทางภาคใต้ไหม ใน บ.หาดทิพย์ ไหม ถ้าคุณไม่เคยเห็นหรือสังเกตุลองดูจากรูปดูสิครับ...แล้วคุณจะรู้ว่ามันต่างกัน
กระป๋องโค้กจาก บ.ไทยน้ำทิพย์(บน)
กระป๋องโค้กจาก บ.หาดทิพย์(ล่าง)
กระป๋องจาก บ.หาดทิพย์ ซึ่ง 2 ใบนี้ผมได้มาแบบฟลุ๊คมากๆ คือตอนนั้น กทม. เกิดน้ำท่วมหนักมากจนโค้กในกรุงเทพฯ ได้ขาดตลาดไปช่วงนึง ผมคาดว่าทาง บ.หาดทิพย์ ได้ส่งโค้กกระป๋องล็อตนี้มาขายที่กรุงเทพ และผมได้เจอเลยซื้อกลับมาทั้ง 2 แบบเลย ...
ฺBig Big World
และตอนนี้การเดินทางของผมได้ดำเนินมาถึง ปี3 แล้ว ซึ่งด่านต่อไปคือการฝึกงาน ในระยะเวลาแรกๆ เครียดมากคิดอยู่ว่าจะเอาที่ไหนดี คือตั้งใจไว้ว่าอยากจะฝึกเป็นช่างภาพแ้ล้วก็คอลัมนิสต์ แล้วรู้ไหมว่าืำทำไมถึงอยากเป็นช่างภาพและคอลัมนิสต์ เพราะว่าช่างภาพเนี้ยเพิ่งมาค้นพบตัวเองตอนปี 1 อยากลองถ่ายรูป ก็ลองให้ ไอ้่นนท์ (นนทวัฒน์ แหวนเงิน) สอนทักษะให้ หลังจากนั้นก็ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ไปเที่ยวไหนก็ถ่ายรูปเก็บไว้ แล้วก็ศึกษาจากนิตยสารท่องเที่ยว ถ่ายภาพอะไรพวกนั้น ต่อมาคือคอลัมนิสต์ เนี้ยคือได้เรียนการเขียนในแบบต่างๆ ของเอกวารสาร เมื่อได้เขียนอะไรแต่ละเรื่องเนี้ย รู้สึกว่าสนุกและเพลินดี และจนมาถึง ณ เวลาที่ต้องฝึกงาน แล้วได้หาสถานที่ ที่ฝึกงานในตำแหน่งช่างภาพและคอลัมนิสต์มาเรื่อยๆ จนมาเจอเป็นนิตยสาร Nature Explorer ผมก็ได้ส่งประวัติส่วนตัวไปที่ กอง บก. ของนิตยสาร Nature Explorer แล้วอีกประมาณอาทิตย์กว่าๆ ทาง Nature Explorer ได้โทรกลับมาบอกว่า รับเข้าฝึกงาน เท่านั้นแหล่ะ (โคตร)ดีใจเลยครับ มันเป็นอะไรที่ดีใจแบบบอกไม่ถูกจริงๆ นะ การที่เราตั้งเป้าหมายอะไรไว้ แล้วผลมันทะลุเป้าหมายที่เราตั้งไว้ เป็นอะไรที่เกินคาดจริงๆ ..... . ฮูย่า !!!
ขอขอบพระคุณ คุณวราภรณ์ พลอยบริสุทธิ์ และพี่ๆ ทีมงานนิตยสาร Nature Explorer Magazine ที่ได้ให้โอกาศผมได้เข้าไปเรียนรู้และฝึกงาน ขอบคุณครับ : ))
สิทธิศักดิ์ กลันตรานนท์
ขอขอบพระคุณ คุณวราภรณ์ พลอยบริสุทธิ์ และพี่ๆ ทีมงานนิตยสาร Nature Explorer Magazine ที่ได้ให้โอกาศผมได้เข้าไปเรียนรู้และฝึกงาน ขอบคุณครับ : ))
สิทธิศักดิ์ กลันตรานนท์
บทความ หมา หมา
Joey
บทความที่จะพูดถึงเรื่อง หมา หมา ครับ แล้วมันก็คือหมาที่บ้านผมได้นำมาเลี้ยงไว้ 2 ตัว นามของไอ้ตัวแสบคือ แจ๊ค และ โจอี้ ซึ่งป้าของฝมได้ให้เจ้า 2 ตัวนี้มาเลี้ยง ตั้งแต่ที่เจ้า 2 ตัวนี้ได้มาอยู่ที่บ้านผมจากตอนวันแรกถึงวันนี้ก็น่าจะประมาณ 5 ปีกว่าๆ ได้แล้ว จากสมาชิกครอบครัวของผมมีกันอยู่ 3 คน จากบ้านที่เงียบสงบปกติทั่วไป แต่พอมีเจ้าตัวมีหางมาอยู่ด้วยมีอะไรเกิดขึ้นมากมาย เช่น จากบ้านที่เงียบสงบ มันก็มีเสียงกระพรวนดัง กุ๊ง กิ้ง ๆ
&
เวลาตอนเจ้า 2 ตัวนี้วิ่งเล่นไล่กัน มีเสียงเห่าตอนที่มีคนแปลกหน้ามายืนหน้าบ้าน จากที่เคยมีครอบครัวกัน 3 คนแต่ตอนนี้เพิ่มมาอีก 2 ตัว แล้วครับ มันกลายเป็นครอบครัวเดียวกันไปแล้ว พอจะไปไหนไกลๆ ก็คิดถึงเจ้า 2 ตัวนี้จริงๆ แล้วบางวันกลับมาจากเรียนหรือไปไหนมาเหนื่อยๆ พอเปิดประตูรั้วบ้าน ปุ๊ป !!! เจ้า 2 ตัวนี้รีบวิ่งออกมารับหน้าบ้านเลยทีเดียว มันทำให้ลืมคำว่าเหนื่อยไปเลย... .
Jack
ภาพ : สิทธิศักดิ์ กลันตรานนท์
วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
ผมจะเล่าอะไรให้ฟัง
เรื่องราวที่ผมจะเล่าให้ฟังในวันนี้เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับตัวผมเอง เป็นโลกส่วนตัวเล็กๆ ของผมในที่แห่งนี้ประกอบไปด้วย คอร์ด เพลง ปิ๊ก และไม้ขึ้นทรงที่ขึงด้วยเส้นรวด 6 เส้น ทั้งหมดทั้งสิ้นที่เล่ามานี้เรื่องมันเกิดที่...กีตาร์ตัวแรกของผม นั้นเอง : ))
ผมเป็นที่ชอบฟังเพลง และแนวเพลงเนี้ยที่ชอบที่สุดเลยคือ แนว Rock ศิลปินไทยที่ผมชื่อชอบจริงๆ แบบถึงขั้นว่าเป็น ไอดอล เลยก็ว่าได้นะและเป็นแรงบันดาลใจให้หยิบกีตาร์มาเล่นเลยคือ พี่ป้อม - พี่โต๊ะ วสันต์ กับ พี่เอก วงBlackhead พอเมื่อฟังเพลงของศิลปินที่ชอบ ทีนี้เลือดศิลปินมันเริ่มสูบฉีด เอาหล่ะเริ่มไปคุยกะพ่้อกับแม่ว่า"พ่อแม่ บิ๊กอยากเล่นกีตาร์ ซื้อกีตาร์ให้บิ๊กหน่อยน๊าา" แล้วพ่อถามกลับมาอย่างเร็วว่า "อยากเล่นจริงๆ รึ ไปลองเรียนก่อนไหม จะได้รู้ว่าชอบจริงๆ รึเปล่า" เท่านั้นแหล่ะ ตอบกลับเลย ว่า"ได้ครับ" Ha Ha Ha จากนั้นได้ไปเรียนกีตาร์กับกองดุริยางค์ตำรวจ ซึ่งอาได้ฝากเข้าให้ จากนั้นได้เรียนอยู่ช่วงนึง จนจบคอร์ทที่เรียน จากไม่เป็นหรืออะไรเลยนั้นก็พอได้รู้และตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรต่อไป และแล้วได้ตัดสินใจบอกพ่อกับแม่ว่า "บิ๊กอยากเล่นกีตาร์จริงๆ ซื้อกีตาร์ให้บิ๊กหน่อยนะ" แล้วพ่อก็ได้บอกว่า "ใจเย็นๆ ดูไปเรื่อยๆก่อน" จนเวลาเริ่มนานขึ้นๆ และผมเองน้อยใจมาก ว่าเมื่อไหร่จะซื้อให้ซักที บิ๊กอยากเล่นแล้วน๊าา !!! จนกระทั่งวันนึงแม่บอกว่า"วันเสาร์นี้ไปไหนไหม ??? ไปเดินเซ็นทรัลกัน ป้าเล็กแล้วก็พี่แหน่งก็ไป" ก็งงว่าไปทำไม แต่ผมก็ไปนะ พอไปถึงแล้วเจอพี่แหน่งกับป้าเล็ก พอถึงเซ็นทรัลแม่แล้วก็ป้าและพี่ก็เดินขึ่นไปที่ชั้น 3 ทันที ผมคิดในใจ...เอาแล้วเว้ยย !!! ชั้นนี้มีร้านขายกีตาร์อยู่ร้านนึงคือร้าน Music Collection เอาแม่ป้าและพี่ได้เดินตรงเข้าไปในร้านเลย ตอนนั้นยอมรับว่าตื่นเต้นมากๆ เลยทีเดียว เพราะกีตาร์ร้านนี้คุณภาพและราคาค่อนข้างดี วันนั้นพี่แหน่งได้เลือกอยู่นานพอสมควรและลองอยู่หลายตัวมากๆ จนคัดมาแล้วเหลืออยู่ 2 ตัว ในราคาที่เหมาะสม คือตัวแรกเป็นกีตาร์ยี่ห้อ Fina และตัวที่สองเป็นกีตาร์ยี่ห้อ Washburn ผมได้เลือกอย่างไวมากคือยี่ห้อ Washburn แล้วเพราะอะไรถึงเลือกตัวนี้แหล่ะ ??? ก็เพราะผมรู้จักแต่้ Washburn ... Ha Ha Ha ตอนนั้นรู้จักอยู่ไม่กี่ยี่ห้อ เพราะตอนนั้นเพิ่งหัดเริ่มศึกษาใหม่ๆ และกีตาร์ยี่ห้อ Washburn เนี้ยศิลปินระดับโลกใช้อยู่เยอะพอสมควร อาทิ Nuno Bettencourt , Paul Stanley แ้ล้วอีกหนึ่งศิลปินไทยที่ใช้เลยคือ พี่เอก วงBlackhead เลยเลือกยี่ห้อนี้โดยไม่มีข้อกังขาอะไรเลย เมื่อได้กีตาร์ตัวนี้มาเป็นอะไรที่ดีใจมากที่พ่อกับแม่ได้ให้กีตาร์ตัวแรกในชีวิตของผม ... .Washburn D8
หมู่ 1 เคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยวิธีการโผล ไปทั้งหมู่ ไปได้ !!!
ชีวิตเด็ก ม.ปลาย คงเป็นชีวิตที่สนุกที่และอิสระที่สุดเท่าที่ผมเองเคยรู้สึกมา มีกิจกรรมผิดระเบียบมากมายที่เคยได้ทำอีกหลายอย่างซึ่งชีวิตนี้คงไม่มีใครลืมได้ แต่...มีอีกสิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้อีกเช่นกัน และมันคงไม่มีใครลืมจากสิ่งที่ได้เจอร่วมกันไม่ว่าจะเป็น คลุกฝุ่น เดินป่า และอีกมากมาย ที่นั่นคงเป็นที่ๆ เหนื่อยที่สุด เป็นที่ๆ ร้อนที่สุด และเป็นที่ๆ ไม่เคยลืม คือ เขาชนไก่
ร.ด. สำหรับผมนะ รู้ไหมผมเองนะไม่เคยคิดที่จะอยากเรียนเลย เพราะอะไรอ่ะหรอ ??? สองเดียวสั้นๆ ขี้ เกียจ แต่ทำไมถึงเรียน...พ่อบังคับ เลยต้องเรียน แต่ยังดีนะครับ เพื่อนผู้ชายเรียนกันทั้งห้องกลุ่มเลยอุ่นใจ ตอนเรียน ร.ด. ก็ไม่เท่าไหร่ บางวันสนุก บางวันน่าเบื่อ แต่วันที่น่าเบื่อที่สุดคือวันที่จะได้รู้ว่าจะต้องไปค่ายที่ จ.กาญจนบุรี ที่นั่นคือ เขาชนไก่ นั้นเอง
"เห้ย พวกมึงกระโดดหอกะกูป่ะ ใครไม่โดด แม่งป๊อด !!!"
5 วันกับ 4 คืน ที่จะต้องเผชิญนั้น แค่คิดก็ท้อและเหนื่อยแล้ว คิดต่างๆ มากมายว่า กูจะนอนยังไง กูจะคิดถึงบ้านไหม แล้วกูจะกินอยู่อย่างไร ไอ้บ้าเอ้ยยย แต่ทำไงได้หล่ะ ... เพราะมันต้อง ไป !!! แต่ 5วันกับอีก 4 คืนนั้นที่จริงแล้วก็ใช่ว่าจะมีแต่ความเครียดนะ ไอ้ที่ผมคิดไว้ตั้งแต่แรกว่า จะอยู่ยังไง จะกินอะไร ความสนุกจากการที่ได้อยู่กะเพื่อนๆ นั้นมันลบความคิดไปหมดเลย ความรู้สึกตอนนั้นกลับกลายเป็นคำว่า แม่งโคตรมันส์ เลยหวะ จากฐานฝึกที่จะต้องฝึกมีอะไรมากมายที่เหนื่อย ที่ร้อน แต่ทุกคนเจอเหมือนกัน เหนื่อยเหมือนกัน แล้วพาไปด้วยกันจนมาถึงวันสุดท้าย ที่จะต้องกลับแล้ว แต่ยังกลับไม่ได้ !!! เหลืออีกหนึ่งฐานการฝึกคือ กระโดดหอ แล้ววันนั้นทุกคนในกลุ่มมองขึ้นไปบนที่กระโดดหอ แล้วมีเสียงอุทานเบาๆ ว่า "เ_ี้ย ทำไมมันสูงจังหวะ เห้ย จะกระโดดหอ กระโดดเลยนะเว้ย เดี๋ยวกูรอข้างล่างนะ" เห็นไหมหล่ะเพื่อนๆ และรวมถึงตัวผม ใจถึงกันทุกคน Ha Ha Ha
ร.ด. สำหรับผมนะ รู้ไหมผมเองนะไม่เคยคิดที่จะอยากเรียนเลย เพราะอะไรอ่ะหรอ ??? สองเดียวสั้นๆ ขี้ เกียจ แต่ทำไมถึงเรียน...พ่อบังคับ เลยต้องเรียน แต่ยังดีนะครับ เพื่อนผู้ชายเรียนกันทั้งห้องกลุ่มเลยอุ่นใจ ตอนเรียน ร.ด. ก็ไม่เท่าไหร่ บางวันสนุก บางวันน่าเบื่อ แต่วันที่น่าเบื่อที่สุดคือวันที่จะได้รู้ว่าจะต้องไปค่ายที่ จ.กาญจนบุรี ที่นั่นคือ เขาชนไก่ นั้นเอง
"เห้ย พวกมึงกระโดดหอกะกูป่ะ ใครไม่โดด แม่งป๊อด !!!"
5 วันกับ 4 คืน ที่จะต้องเผชิญนั้น แค่คิดก็ท้อและเหนื่อยแล้ว คิดต่างๆ มากมายว่า กูจะนอนยังไง กูจะคิดถึงบ้านไหม แล้วกูจะกินอยู่อย่างไร ไอ้บ้าเอ้ยยย แต่ทำไงได้หล่ะ ... เพราะมันต้อง ไป !!! แต่ 5วันกับอีก 4 คืนนั้นที่จริงแล้วก็ใช่ว่าจะมีแต่ความเครียดนะ ไอ้ที่ผมคิดไว้ตั้งแต่แรกว่า จะอยู่ยังไง จะกินอะไร ความสนุกจากการที่ได้อยู่กะเพื่อนๆ นั้นมันลบความคิดไปหมดเลย ความรู้สึกตอนนั้นกลับกลายเป็นคำว่า แม่งโคตรมันส์ เลยหวะ จากฐานฝึกที่จะต้องฝึกมีอะไรมากมายที่เหนื่อย ที่ร้อน แต่ทุกคนเจอเหมือนกัน เหนื่อยเหมือนกัน แล้วพาไปด้วยกันจนมาถึงวันสุดท้าย ที่จะต้องกลับแล้ว แต่ยังกลับไม่ได้ !!! เหลืออีกหนึ่งฐานการฝึกคือ กระโดดหอ แล้ววันนั้นทุกคนในกลุ่มมองขึ้นไปบนที่กระโดดหอ แล้วมีเสียงอุทานเบาๆ ว่า "เ_ี้ย ทำไมมันสูงจังหวะ เห้ย จะกระโดดหอ กระโดดเลยนะเว้ย เดี๋ยวกูรอข้างล่างนะ" เห็นไหมหล่ะเพื่อนๆ และรวมถึงตัวผม ใจถึงกันทุกคน Ha Ha Ha
ปล.เขียนเรื่องนี้แล้วกู...คิดถึงพวกมึงว่ะ แสรด !!!
วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
Thunderbird Air Show 2009
ตอนเด็กๆ เคยหยิบหนังสือนิตยสาร "สมรภูมิ" ของพ่อขึ้นมาอ่านแล้วไปเจอคำว่า "Sonic Boom" มันคืออะไร พ่ออธิบายเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกไม่เข้าใจซักทีตั้งแต่เด็กจนโต แต่พอมาเจอของจริงเ้ข้าให้... .หูแทบอื้ิอครับ ไว้ว่างๆ เดี๋ยวผมจะเล่าอะไรให้ฟัง
ผมชอบเครื่องบินรบมาตั้งแต่เด็กๆ คือเรื่องของเรื่องซึมซับมาจากพ่อ เพราะพ่อผมนี่ชอบเครื่องบินรบมากๆ เมื่อก่อนนี่นิตยสาร"สมรภูมิ"มีเป็นตั้งๆ เลย จนกระทั่งในปัจจัุบันนี้ผมเองก็ยังชอบเครื่องบินรบอยู่ และมีโชว์นึงที่ผมไม่อาจจะลืมได้เลยคือโชว์จากกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา(U.S.A.F.) เป็นการโชว์การบินผลาดแผลงด้วยเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงนั้นคือ F-16 C/D Block 52 นั่นเอง แล้วการโชว์ก็มีขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม 2552 ณ ลานจอดอากาศยานคลังสินค้าท่าอากาศยานดอนเมือง และวันที่โชว์นั้นเป็นวันที่คนเยอะมากๆ หรือแทบจะเยอะกว่างานวันเด็กซะด้วยซ้ำ แล้วที่แปลกที่สุดคือวันที่ไชว์นั้นรถติดเพราะ เครื่องบินจริงๆ ผมเลยตัดสินใจไปเลยแม้จะเจอคนเยอะ อากาศร้อน แดดแรง ก็....ยอม !!! เพราะการโชว์แบบนี้เขาไม่ได้มาบ่อยๆ แล้วเครื่องบินที่เขามาบินโชว์นี้เป็น Block ใหม่ซะด้วย ไม่พลาด
แล้วการแสดงก็เริ่มขึ้นเมื่อ F-16 ได้บินขึ้นสู่อากาศเสียงเครื่องยนต์ไอพ่นนี่กังวาลก้องฟ้าเลย เสียงดังมาก อีกไม่นานคำถามที่ผมสงสัยมาโดยตลอดว่า "Sonic Boom" มันคืออะไร แต่วันนี้ที่ได้สัมผัสกะตัวเอง....หูแทบอื้อ "Sonic Boom" มันคือ การบินด้วยปกติของเครื่องบินรบความเร็วเหนือเสียง แต่เมื่อมาถึงที่หมายก็เร่งเครื่องเพื่อที่จะพุ่งไปข้างหน้าแบบฉับพลัน สิ่งที่ตามมาคือจะเกิดเสียงดังสั่นจากการกระทบของอากาศ ซึ่งไม่ต่างจากเสียงที่ทิ้งระเบิด และหลังจากนั้นก็ได้มีท่าบินผาดแผลงอีกมากมาย แต่การโชวร์ของฝูงบิน วิหคสายฟ้าหรือ Thunderbird นั้น ถ้าใครได้มาดูถือว่า คุ้มมากๆ เลยทีเดียวเพราะไม่มีการเก็บค่าบัตรเข้าชมใดๆ เลยทั้งสิ้น แล้วถ้าใครพลาดการโชว์คราวนี้ไปบอกตรงครับ... .ท่านรออีกยาว
ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก : http://www.photoontour.com/events_html/thunderbirds2009_01/thunderbirds2009_01.htm
ภาพ : สิทธิศักดิ์ กลันตรานนท์
ผมชอบเครื่องบินรบมาตั้งแต่เด็กๆ คือเรื่องของเรื่องซึมซับมาจากพ่อ เพราะพ่อผมนี่ชอบเครื่องบินรบมากๆ เมื่อก่อนนี่นิตยสาร"สมรภูมิ"มีเป็นตั้งๆ เลย จนกระทั่งในปัจจัุบันนี้ผมเองก็ยังชอบเครื่องบินรบอยู่ และมีโชว์นึงที่ผมไม่อาจจะลืมได้เลยคือโชว์จากกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา(U.S.A.F.) เป็นการโชว์การบินผลาดแผลงด้วยเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงนั้นคือ F-16 C/D Block 52 นั่นเอง แล้วการโชว์ก็มีขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม 2552 ณ ลานจอดอากาศยานคลังสินค้าท่าอากาศยานดอนเมือง และวันที่โชว์นั้นเป็นวันที่คนเยอะมากๆ หรือแทบจะเยอะกว่างานวันเด็กซะด้วยซ้ำ แล้วที่แปลกที่สุดคือวันที่ไชว์นั้นรถติดเพราะ เครื่องบินจริงๆ ผมเลยตัดสินใจไปเลยแม้จะเจอคนเยอะ อากาศร้อน แดดแรง ก็....ยอม !!! เพราะการโชว์แบบนี้เขาไม่ได้มาบ่อยๆ แล้วเครื่องบินที่เขามาบินโชว์นี้เป็น Block ใหม่ซะด้วย ไม่พลาด
แล้วการแสดงก็เริ่มขึ้นเมื่อ F-16 ได้บินขึ้นสู่อากาศเสียงเครื่องยนต์ไอพ่นนี่กังวาลก้องฟ้าเลย เสียงดังมาก อีกไม่นานคำถามที่ผมสงสัยมาโดยตลอดว่า "Sonic Boom" มันคืออะไร แต่วันนี้ที่ได้สัมผัสกะตัวเอง....หูแทบอื้อ "Sonic Boom" มันคือ การบินด้วยปกติของเครื่องบินรบความเร็วเหนือเสียง แต่เมื่อมาถึงที่หมายก็เร่งเครื่องเพื่อที่จะพุ่งไปข้างหน้าแบบฉับพลัน สิ่งที่ตามมาคือจะเกิดเสียงดังสั่นจากการกระทบของอากาศ ซึ่งไม่ต่างจากเสียงที่ทิ้งระเบิด และหลังจากนั้นก็ได้มีท่าบินผาดแผลงอีกมากมาย แต่การโชวร์ของฝูงบิน วิหคสายฟ้าหรือ Thunderbird นั้น ถ้าใครได้มาดูถือว่า คุ้มมากๆ เลยทีเดียวเพราะไม่มีการเก็บค่าบัตรเข้าชมใดๆ เลยทั้งสิ้น แล้วถ้าใครพลาดการโชว์คราวนี้ไปบอกตรงครับ... .ท่านรออีกยาว
ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก : http://www.photoontour.com/events_html/thunderbirds2009_01/thunderbirds2009_01.htm
ภาพ : สิทธิศักดิ์ กลันตรานนท์
ณ โรงช้างต้น พระราชวังไกลกังวล
"หากเอ่ยถึงช้างเผือกคู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์ ทุกท่านคงนึกออก แต่จะมีสักกี่คนที่จะทราบถึงประวัติช้างเผือกคู่พระบารมีเชือกแรกของรัชกาลที่ 9..."
ช้างเผือกเป็นพระราชพาหนะคู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีฐานะเทียบชั้นเจ้าฟ้า
เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2499 รัชกาลปัจจุบันได้ข่าวว่าพบช้างเผือกเป็นครั้งแรก เป็นพลายเผือกโท ลูกเถื่อน มีมงคลลักษณะเป็นสีประหลาดเข้าคอกนายแปลก ฟุ้งเฟื่อง ที่ตำบลลำทับ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่
พระยาเศวตอดุลยเดชพาหลฯ มีลักษณะตรงตามคชลักษณ์ อยู่ในตระกูลพรหมพงศ์ จำพวก อิฐทิศ ชื่อกมุท สีกายดังดอกโกมุท เสียงกรนขณะหลับสนิทเป็นมงคล ประทำทิศหรดี สมควรเป็นช้างคู่พระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
สำหรับพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เป็นช้างพลายเผือกโท เกิดในป่าเขตจังหวัดกระบี่ เมื่อปี 2494 ถูกคล้องได้ที่ บ้านหนองจูด ตำบลดินอุดม อำเภอลำทับ เมื่อปี 2499 โดยนายแปลก ฟุ้งเฟื่อง และนายปลื้ม สุทธิเกิด(หมอเฒ่า) เป็นลูกช้างติดแม่อยู่ในโขล งช้างป่า พร้อมกับช้างอื่นๆ อีก 5 เชือกคือ พังสาคร พลายทอง พังเพียร พังวิไล และพังน้อย โดยในตอนนั้น พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ได้ชื่อว่า "พลายแก้ว" มีความสูง 1.60 เมตร เมื่อพระราชวังเมือง (ปุ้ย คชาชีวะ)ได้ตรวจสอบคชลักษณ์ แล้วพบว่าเป็นช้างสำคัญ จึงนำมาเลี้ยงไว้ที่สวนสัตว ์ดุสิต เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2500
พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เติบโตขึ้นโดยการดูแลขององค ์การสวนสัตว์ ที่สวนสัตว์ดุสิต และมีอาการดุร้ายมากขึ้น จนควาญช้างควบคุมไม่ได้ จึงต้องจับยืนมัดขาทั้งสี่ไ ว้กับเสา จนกระทั่ง สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนารถ มีพระราชเสาวณีย์ โปรดเกล้าฯให้นำพระเศวตอดุล ยเดชพาหนฯ เข้าไปยืนโรงในโรงช้างต้น ภายในพระราชวังสวนจิตรลดา เมื่อ พ.ศ. 2519
การนำพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ไปยังโรงในโรงช้างต้น พระราชวังสวนจิตรลดา ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้บันทึกคอลัมน์ ข้าวไกลนา เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2519 ไว้ว่า
"ในขณะที่นำคุณพระจากสวน สัตว์ดุสิตไปยังสวนจิตรลดา ซึ่งเพียงแต่มีถนนคั่นอยู่ส ายเดียวนั้น คุณพระก็อาละวาดอย่างหนัก ไม่ยอมออกเดิน เอางวงยึดต้นไม้จนต้นไม้ล้ม จนแทบจะหมดปัญญาเจ้าหน้าที่ กว่าจะนำคุณพระจากเขาดินไปถ ึงประตูสวนจิตรลดา ซึ่งมองเห็นกันแค่นั้น ก็กินเวลาหลายชั่วโมง ต้องใช้คนเป็นจำนวนมากถือปล ายเชือกที่ผูกไว้กับขาคุณพร ะทั้งสี่ขา คอยลากคอยดึง และดูเหมือนจะต้องใช้รถแทรก เตอร์เข้าช่วยขนาบข้าง เสี่ยงอันตรายกันมากอยู่ แต่ในที่สุดก็นำคุณพระไปยัง ประตูพระราชวังได้พอได้ก้าวเท้าเข้าไปในบริเว ณพระราชวัง คุณพระก็เปลี่ยนไปทันที จากความดุร้ายก็กลายเป็นควา มสงบเสงี่ยม เดินอย่างเรียบร้อยไปสู่โรง ช้างต้น และเข้าอยู่อย่างสงบเรื่อยม า"
คุณพระแห่งจังหวัดกระบี่ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณราชทานนามเต็มว่า
พระเศวตอดุยเดชพาหน ภูมิพลนวมนาถบารมี
ณ โรงช้างต้น พระราชวังไกลกังวล
คุณพระลงเล่นน้ำทะเลที่หัวหินทุกเย็น
ช้างเผือกจะนับเป็นช้าง ช้างบ้านจะนับเป็นเชือก ช้างป่าจะนับเป็นตัว ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ตลอดเวลากว่า 60 ปีที่ครองราชย์ ช้างเผือกแรกที่มาสู่พระบารมีคือ พระเศวตอดุลยเดชพาหลฯ
ขอบขอบคุณข้อมูลจาก http://www.krabiall.com/stories/krabi-stories5.php
http://fwmail.teenee.com/cute/16896.html
ขอบคุณครับ
ช้างเผือกเป็นพระราชพาหนะคู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีฐานะเทียบชั้นเจ้าฟ้า
เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2499 รัชกาลปัจจุบันได้ข่าวว่าพบช้างเผือกเป็นครั้งแรก เป็นพลายเผือกโท ลูกเถื่อน มีมงคลลักษณะเป็นสีประหลาดเข้าคอกนายแปลก ฟุ้งเฟื่อง ที่ตำบลลำทับ อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่
พระยาเศวตอดุลยเดชพาหลฯ มีลักษณะตรงตามคชลักษณ์ อยู่ในตระกูลพรหมพงศ์ จำพวก อิฐทิศ ชื่อกมุท สีกายดังดอกโกมุท เสียงกรนขณะหลับสนิทเป็นมงคล ประทำทิศหรดี สมควรเป็นช้างคู่พระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9
สำหรับพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ
พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ เติบโตขึ้นโดยการดูแลขององค
การนำพระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ไปยังโรงในโรงช้างต้น พระราชวังสวนจิตรลดา ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้บันทึกคอลัมน์ ข้าวไกลนา เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2519 ไว้ว่า
"ในขณะที่นำคุณพระจากสวน
คุณพระแห่งจังหวัดกระบี่ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณราชทานนามเต็มว่า
พระเศวตอดุยเดชพาหน ภูมิพลนวมนาถบารมี
ทุตยเศวตกรีกมุทพรรโณภาส บรมกมลาสนวิสุทธิวงศ์
สรรพมงคลลักษณคเชนทรชาติ สยามราษฏรสวัสดิประสิทธิ
รัตนกุญชรานิมิตบุญญาธิการ ปรมินทรบพิตรสารศักดิเลิศฟ้า
ณ โรงช้างต้น พระราชวังไกลกังวล
คุณพระลงเล่นน้ำทะเลที่หัวหินทุกเย็น
ช้างเผือกจะนับเป็นช้าง ช้างบ้านจะนับเป็นเชือก ช้างป่าจะนับเป็นตัว ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ตลอดเวลากว่า 60 ปีที่ครองราชย์ ช้างเผือกแรกที่มาสู่พระบารมีคือ พระเศวตอดุลยเดชพาหลฯ
ขอบขอบคุณข้อมูลจาก http://www.krabiall.com/stories/krabi-stories5.php
http://fwmail.teenee.com/cute/16896.html
ขอบคุณครับ
วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
Ray Ban Wayfarer...forever
Ray Ban Wayfarer...forever
ตั้งแต่ปี 2480 การผลิตแว่นได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นตรั้งแรกของโลก Ray Ban มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเป็นผู้นำในการผลิตแว่นโดยตลอดมาโดยผลิตและวิจัยโดย บริษัท บัสแอนด์รอม ในการผลิตช่วงแรกนั้น ผลิตเพื่อกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกา เป็นเลนส์ N-15 ในช่วง 30 ปี และต่อมาได้เปลี่ยนเป็นเลนส์ G-15 ซึ่งเป็นเลนส์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสายตามนุษย์ หลังจากปี 1999 Ray Ban ได้เปลี่ยนฐานการผลิตมาในประเทศอิตาลีจนถึงปัจจุบันนี้
Ray Ban รุ่น Wayfarer นั้นจัดเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดในโลก จากการออกแบบโดย Raymond Stegeman นักออกแบบของบริษัท บัสแอนด์รอม ภายใต้ Ray Ban ในปี 1952 และนำเสนอออกสู่สายตาโลกในปี 1960 นำเสนอโดยศิลปินอย่าง Bob Dylan และ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จึงทำให้ Ray Ban Wayfarer โด่งดังจนถึงปัจจุบัน
ลักษณะของกรอบจะเอียงเข้าใบหน้าประมาณ 45 องศา
ลายเซ็นโลโก้ Ray Ban จะเป็นได้อย่างชัดเจนและงานจะละเอียด
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://naligasiam.com/-rayban.html
ขอบคุณครับ
วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
SHUTTER B
ตอนมัธยมผมเคยหยิบนิตยสารท่องเที่ยวขึ้นมาดูฉบับนึง แล้วเจอภาพน้ำตกที่สวยงาม ดูแล้วนุ่มนวล แล้วจากนั้นก็สงสัยมาโดยตลอดว่าเขาถ่ายกันอย่างไร มีเทคนิคอย่างไรบ้างที่ต้องใช้ คุณเคยสงสัยเหมือนกับผมบ้างไหมหล่ะ ??? ถ้าคุณสงสัยหล่ะก็... . ขอยินดีต้อนรับท่านเข้าสู่พื้นที่เล็กๆ เเห่งนี้ที่จะแนะนำเทคนิคต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ท่านได้สามารถเก็บบันทึกความทรงจำที่สวยงามด้วยฝีมือท่าน ท่านทำได้ มัน....ง่ายมาก
Nikon D60
Lens 18-55 VR Kit
F-Stop:F/29
F-Stop:1.4 sec.
Nikon D60
Lens 18-55 VR Kit
F-Stop:F/29
F-Stop:.77 sec.
Nikon D60
Lens 18-55 VR Kit
F-Stop:F/29
F-Stop:1.3 sec.
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ ทุกท่านที่ได้เข้ามาเยือนพื้นที่เล็กๆ ของผมตรงนี้ขอบคุณมากๆ ครับ และขอให้ท่านสนุกกับการถ่ายรูปน้ำตกนะครับ.... ...สวัสดีครับ
ภาพ : สิทธิศักดิ์ กลันตรานนท์
การถ่ายภาพน้ำตกในครั้งนี้ผมได้เดินทางไปเที่ยวที่ จ.เชียงใหม่ เป็นน้ำตกอยู่ในเขต อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ และที่นี่คือน้ำตกแม่สา
อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้(ชุดเคลื่อนที่เร็ว)
- กล้องถ่ายรูป (ถ้าเป็นกล้อง DSLR จะดีมากๆ )
- ขาตั้งกล้องที่สามารถรับน้ำหนักกล้องหรือเลนส์ได้
- ใจสู้ อันนี้สำคัญมาก
ก่อนอื่นเราคงต้องเข้าใจเรื่อง รูรับเเสง(F-Stop) กับ ความไวชัตเตอร์(Shutter Speed) เพราะ 2 สิ่งนี้ถ้าทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัวแล้วภาพที่ออกมาจะสวยงาม อย่างแรกที่คุณควรเรียนรู้และเข้าใจในการที่จะถ่ายภาพน้ำตกคือเรื่อง ดังนี้
1.รูรับเเสง(F-Stop) ส่วนใหญ่ทั่วไปแล้วจะปรับรูรับแสงเล็ก เพราะจะได้ภาพที่มีความชัดลึก และจะไม่เปิดรูรับแสงขนาดกว้างๆ เพราะภาพที่ออกมาจะออกมาไม่ดีเท่าที่ควร
2.ความไวชัตเตอร์ร์(
F-Stop ) การที่ใช้ความไวชัตเตอร์ต่ำๆ จะทำให้ภาพดูนุ่มนวล
3.ควรใช้ขาตั้งกล้องทุกครั้ง เพราะจะได้ภาพที่นิ่ง
Lens 18-55 VR Kit
F-Stop:F/29
F-Stop:1.4 sec.
Nikon D60
Lens 18-55 VR Kit
F-Stop:F/29
F-Stop:.77 sec.
Lens 18-55 VR Kit
F-Stop:F/29
F-Stop:1.3 sec.
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ ทุกท่านที่ได้เข้ามาเยือนพื้นที่เล็กๆ ของผมตรงนี้ขอบคุณมากๆ ครับ และขอให้ท่านสนุกกับการถ่ายรูปน้ำตกนะครับ.... ...สวัสดีครับ
ภาพ : สิทธิศักดิ์ กลันตรานนท์
วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
THE EAGLES Live In Bangkok 2011
กว่าระยะเวลาร่วม 40 ปีมาแล้วที่เราได้ยินเพลงคันทรีร็อก ไม่ว่าจะเป็นเพลงฮิตอย่าง Take It Easy , Life For The Fast Lane , Hotel California หรือเพลงช้าๆ ซึ้งๆ อย่าง Desperado และ Love Will Keep Us Alive นั้นยังคงความเพราะตลอดกาล ซึ่งคนรุ่นพ่อหรือนักเลงเพลงร็อกเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้พวกเขา พวกเขาคือ THE EAGLES
และเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2554 ทั้ง 4 พญาอินทรีได้บินมาเปิดทำการเเสดงคอนเสิร์ตในเมืองไทย ณ อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี ซึ่งผมได้มีโอกาศไปรับชมสุดยอดคอนเสิร์ต หรืออาจจะเรียกว่าสุดยอดเลยก็ว่าได้ เพราะ THE EAGLES นั้นผมได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ ก่อนซึ่งที่จะหัดเล่นดนตรีซะอีก เพราะคุณพ่อชื่นชอบวง THE EAGLES นี้มากและจะเปิดฟังเกือบทุกวัน ซ้ำไป ซ้ำมา จนมันซึมซับเข้าหัว แล้วพอมาหัดเล่นดนตรี(กีตาร์) วง THE EAGLES นั้นเลยกลายเป็นเพลงครูไปเลย แล้วก็หัดเล่นมาเรื่อย ๆ ทั้งเปิดแผ่นซีดีฟัง ทั้งดูคอนเสิร์ต ดูอยู่อย่างนั้นแล้วก็คิดว่าไม่มีหรอกโอกาสที่จะได้สัมผัสคอนเสิร์ตของ THE EAGLES เพราะด้วยราคาบัตรที่ค่อนข้างสูง ราคาบัตรถูกสุดก็ประมาณ 2,000 กว่าบาท จนกระทั่งวันนึงป้าได้โทรมาหาผมแล้วถามว่า"บิ๊ก วันอาทิตย์ที่ 20 นี้ว่างไหมลูก ไปดูคอนเสิร์ต THE EAGLES ไหม" ผมรีบตอบรับว่า "ไปครับ" และหลังจากนั้นผมก็อึ่งไปสักพัก เหมือนกับว่าไม่อยากจะเชื่อตัวเองว่า เราจะได้ไปดูคอนเสิร์ต THE EAGLES จริงๆ
และแล้ววันที่เฝ้ารอคอยก็มาถึงนั่นก็คือวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2554 วันนั้นเป็นวันที่ตื่นเต้นแต่เช้าเลยก็ว่าได้ เพราะว่าตอนเย็นจะได้ไปดูคอนเสิร์ต THE EAGLES
จนกระทั้งถึงเวลาเย็นผมได้เดินทางไปที่ อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี ซึ่งพี่ชายได้นัดผมที่บริเวณหน้างาน ซึ่งบรรยากาศหน้างานนั้นคนเยอะมากๆ แล้วก็ถึงเวลาอันควรที่จะต้องเข้าไปใน ฮอล ซึ่งบัตรในมือผมนั้นได้พาตัวผมไปขึ้นนั่งชั้นบน(สูงมาก) แต่ในความสูงนั้นก็มองเห็นเวที คอนเสิร์ต ได้ชัดพอสมควร และก็นั่งรอไม่นานไฟใน ฮอล ก็ดับลงเ่ท่านั้นแหล่ะเสียงจากแฟนเพลงนี่ดังกระหึ่มไปทั้ง ฮอล เลย ตอนนั้นไม่ได้ปวดท้องหนักหรือปวดปัสสาวะ แต่รู้สึกว่าขนลุกขึ้นมาทันทีโดยที่รู้สึกว่า สิ่งที่เห็นตรงหน้าเขาคือพวกเขาทั้ง 4 คนที่ประกอบไปด้วย
1.Glenn Frey : Vocal/Guitar
2.Don Henley : Vocal/Drum
3.Joe Walsh : Vocal/Guitar
4.Timothy B. Schmit : Vocal/Bass
5.Steuart Smith : Guitar (Back Up)
Love Will Keep Us Alive , Life For The Fast Lane , Take It To The Limit และอีกมากมายจนการแสดงนั้นได้มาถึงช่วงสุดท้ายได้มี Encore อีก 2 เพลงสุดท้ายนั้นคือ Take It Easy และ Desperado โดยเฉพาะเพลง Desperado นั้นซึ่งเป็นเพลงช้าคนร้องดังลั่น ฮอล จริง ๆ เป็นคอนเสิร์ตที่ประทับใจมากๆ ที่ไม่อาจจะลืมบรรยากาศนี้ได้ เพราะถ้าคุณเป็นนักดนตรีแล้วคุณได้มาดูการเล่น ได้มาฟังซาวด์ของ THE EAGLES นั้น คุณจะรู้เลยว่าคำว่าเก่าแต่...เก๋า มันเป็นยังไงเพราะลูกโซโล่แต่ละลูกที่เล่นออกมานั้นโดยเฉพาะเพลง Hotel California นั้น ซึ่งเป็นเพลงนึงที่รายละเอียดมันเยอะมาก แต่เขาโชว์ทุกเม็ดจริงๆ และซาวด์นี่ไม่ต้องพูดถึงเลยสุดยอดมาก นับว่าคอนเสิร์ต THE EAGLES ครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากๆ สำหรับอย่างผม ....
: Credit :
ขอขอบพระคุณ ป้าเล็ก ,พี่หนึ่ง,พี่แหน่ง ที่มอบโอกาสดีๆให้ผมได้ไปดูคอนเสิร์ต THE EAGLES
ที่มาของรูป http://www.thaiticketmajor.com/concert/eagles-live-in-bangkok-2011-eng.php
และเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2554 ทั้ง 4 พญาอินทรีได้บินมาเปิดทำการเเสดงคอนเสิร์ตในเมืองไทย ณ อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี ซึ่งผมได้มีโอกาศไปรับชมสุดยอดคอนเสิร์ต หรืออาจจะเรียกว่าสุดยอดเลยก็ว่าได้ เพราะ THE EAGLES นั้นผมได้ยินมาตั้งแต่เด็กๆ ก่อนซึ่งที่จะหัดเล่นดนตรีซะอีก เพราะคุณพ่อชื่นชอบวง THE EAGLES นี้มากและจะเปิดฟังเกือบทุกวัน ซ้ำไป ซ้ำมา จนมันซึมซับเข้าหัว แล้วพอมาหัดเล่นดนตรี(กีตาร์) วง THE EAGLES นั้นเลยกลายเป็นเพลงครูไปเลย แล้วก็หัดเล่นมาเรื่อย ๆ ทั้งเปิดแผ่นซีดีฟัง ทั้งดูคอนเสิร์ต ดูอยู่อย่างนั้นแล้วก็คิดว่าไม่มีหรอกโอกาสที่จะได้สัมผัสคอนเสิร์ตของ THE EAGLES เพราะด้วยราคาบัตรที่ค่อนข้างสูง ราคาบัตรถูกสุดก็ประมาณ 2,000 กว่าบาท จนกระทั่งวันนึงป้าได้โทรมาหาผมแล้วถามว่า"บิ๊ก วันอาทิตย์ที่ 20 นี้ว่างไหมลูก ไปดูคอนเสิร์ต THE EAGLES ไหม" ผมรีบตอบรับว่า "ไปครับ" และหลังจากนั้นผมก็อึ่งไปสักพัก เหมือนกับว่าไม่อยากจะเชื่อตัวเองว่า เราจะได้ไปดูคอนเสิร์ต THE EAGLES จริงๆ
และแล้ววันที่เฝ้ารอคอยก็มาถึงนั่นก็คือวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2554 วันนั้นเป็นวันที่ตื่นเต้นแต่เช้าเลยก็ว่าได้ เพราะว่าตอนเย็นจะได้ไปดูคอนเสิร์ต THE EAGLES
จนกระทั้งถึงเวลาเย็นผมได้เดินทางไปที่ อิมแพคอารีน่า เมืองทองธานี ซึ่งพี่ชายได้นัดผมที่บริเวณหน้างาน ซึ่งบรรยากาศหน้างานนั้นคนเยอะมากๆ แล้วก็ถึงเวลาอันควรที่จะต้องเข้าไปใน ฮอล ซึ่งบัตรในมือผมนั้นได้พาตัวผมไปขึ้นนั่งชั้นบน(สูงมาก) แต่ในความสูงนั้นก็มองเห็นเวที คอนเสิร์ต ได้ชัดพอสมควร และก็นั่งรอไม่นานไฟใน ฮอล ก็ดับลงเ่ท่านั้นแหล่ะเสียงจากแฟนเพลงนี่ดังกระหึ่มไปทั้ง ฮอล เลย ตอนนั้นไม่ได้ปวดท้องหนักหรือปวดปัสสาวะ แต่รู้สึกว่าขนลุกขึ้นมาทันทีโดยที่รู้สึกว่า สิ่งที่เห็นตรงหน้าเขาคือพวกเขาทั้ง 4 คนที่ประกอบไปด้วย
1.Glenn Frey : Vocal/Guitar
2.Don Henley : Vocal/Drum3.Joe Walsh : Vocal/Guitar
4.Timothy B. Schmit : Vocal/Bass
5.Steuart Smith : Guitar (Back Up)
เพลงเเรกก็ได้บรรเลงขึ้นด้วยเพลง Seven Bridges Road แล้วต่อด้วย How Long แล้วพอผ่านไปได้มีเพลงนึงซึ่ง Intro นั้นขึ้นด้วย ทรัมเป็ต เท่านั้นแหล่ะคนทั้ง ฮอล ได้ส่งเสียงลั่น ฮอล เพราะเพลงที่ THE EAGLES กำลังจะเ่ล่นนั้นคือเพลง Hotel California ซึ่งกระหึ่มด้วยเสียงคนดูตั้งแต่ต้นเพลงยันจบเพลง หลังจากนั้นก็ได้เล่นเพลงดังอย่าง I Can't Tell You Why เมื่อจบเพลงนี้ได้มีการแบรก 30 นาที(เกิดมาก็เพิ่งเคยเจอว่าคอนเสิร์ตมีพักด้วย) พอหมดเวลาพักนั้นเสียงเฮก็ได้ดังขึ้นอีกรอบ THE EAGLES ได้เล่นเพลงประสานเสียงล้วนๆ
หลังจากนั้นก็ได้เล่นแบบเป็นชุดแบบติดต่อกันยาวเลย เท่าที่จำได้คือLove Will Keep Us Alive , Life For The Fast Lane , Take It To The Limit และอีกมากมายจนการแสดงนั้นได้มาถึงช่วงสุดท้ายได้มี Encore อีก 2 เพลงสุดท้ายนั้นคือ Take It Easy และ Desperado โดยเฉพาะเพลง Desperado นั้นซึ่งเป็นเพลงช้าคนร้องดังลั่น ฮอล จริง ๆ เป็นคอนเสิร์ตที่ประทับใจมากๆ ที่ไม่อาจจะลืมบรรยากาศนี้ได้ เพราะถ้าคุณเป็นนักดนตรีแล้วคุณได้มาดูการเล่น ได้มาฟังซาวด์ของ THE EAGLES นั้น คุณจะรู้เลยว่าคำว่าเก่าแต่...เก๋า มันเป็นยังไงเพราะลูกโซโล่แต่ละลูกที่เล่นออกมานั้นโดยเฉพาะเพลง Hotel California นั้น ซึ่งเป็นเพลงนึงที่รายละเอียดมันเยอะมาก แต่เขาโชว์ทุกเม็ดจริงๆ และซาวด์นี่ไม่ต้องพูดถึงเลยสุดยอดมาก นับว่าคอนเสิร์ต THE EAGLES ครั้งนี้เป็นประสบการณ์ที่มีค่ามากๆ สำหรับอย่างผม ....
: Credit :
ขอขอบพระคุณ ป้าเล็ก ,พี่หนึ่ง,พี่แหน่ง ที่มอบโอกาสดีๆให้ผมได้ไปดูคอนเสิร์ต THE EAGLES
ที่มาของรูป http://www.thaiticketmajor.com/concert/eagles-live-in-bangkok-2011-eng.php
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)























